คืนหนึ่งที่ฮอยอันและหนึ่งวันที่หมีเซิน
posted on 05 Aug 2009 22:38 by flyhigh in Travel
ความมืดเริ่มปกคลุมเมืองเล็กเมื่อแสงตะวันลาลับ แต่เสน่ห์ของฮอยอันไม่เคยจางหาย กลับมีสีสันที่
สว่างไสวในความมืดเข้ามาแทนที่ เราเดินย้อนกลับมาดูร้านโคมไฟอีกทีริสะเพื่อนฉันก็ลิงโลดใจไป
กับความงามของแสงสีในโคมไฟที่ถูกจุด ที่นี่มีโอกาสทักทายสองหนุ่มไทย ที่แม้ไม่ได้ร่วมทางแต่
ก็เรียกว่าเราแทบจะเดินทางไปบนเส้นทางเดียวกัน ทั้งสองหนุ่มกำลังถ่ายภาพโคมไฟยามค่ำคืน
แอบเห็นฝีมือถ่ายภาพเขาแล้ว แม้ฉันไม่ใช่มืออาชีพแต่ก็อดใจไม่ไหวขอถ่ายบ้างแล้วกัน
จบจากดูไฟแล้วก็คือเวลาอาหารเย็น ภายใต้แสงสลัวของโคมไฟภายในร้านอาหารริมแม่น้ำทูโบนเป็น
"caolao" อาหารเวียดนามหน้าตาเหมือนบะหมี่แห้ง ลองชิมแล้วรสชาติดีแต่ขาดความจัดจ้านแบบ
อาหารไทยแต่ถ้าเป็นคนไม่ทานเผ็ดและชอบผักคงพอใจ จริงๆไม่ได้สั่งอย่างเดียว แต่มีรูปแค่อย่าง
เดียวเพราะความหิวแท้ๆ
กลับจากเดินเที่ยวตัวเมืองเก่าฮอยอันแล้วต้องพาริสะไปจองตั๋วลงใต้ไปนาตรังเมืองชายทะเลของ
เวียดนาม ส่วนฉันต้องหาตั๋วขึ้นเหนือไปฮานอย เส้นทางของเราต้องแยกกันในวันพรุ่งนี้ ส่วนฉันจอง
สองอย่างคือตั๋วรถทัวร์และตั๋วเที่ยวโบราณสถานหมีเซินเพราะฉันจะพักที่ฮอยอันสองคืนคือคืนนี้และ
คืนพรุ่งนี้ เลือกจองแบบทัวร์ทั้งวันรวมการล่องเรือกลับฮอยอันด้วย
แปดโมงเช้ารถทัวร์มารับเราตามเวลาจากนั้นก็ลัดเลาะไปตามโรงแรมต่างๆเพื่อรับนักท่องเที่ยวตาม
ปกติ จุดมุ่งหมายประจำวันของเราวันนี้คือ หมีเซิน เศษซากแห่งอารยธรรมของชาวจามแห่งอาณาจักร
จามปา ที่ไกด์บอกกับเราว่ารุ่งเรืองในยุคเดียวกับปราสาทขอม แต่ปัจจุบันแทบจะไม่เหลือร่องรอย
ของชาวจามปาอยู่ในเวียดนามเลยภายหลังถูกกองทัพอันทรงอำนาจทั้งจากเขมรและสยามตีแตก ต่าง
ก็อพยพหลบหนีไปอยู่ตามที่ต่างๆแต่เป็นเพียงกลุ่มชนเล็กๆไม่ร่งเรืองเหมือนอดีต
โบราณสถานที่เราจะไปเป็นไม่ใช่ตัวเมืองแต่เป็นศาสนสถาน และเป็นอีกหนึ่งมรดกโลก แม้ว่าหลายส่วน
จะถูกทำลายอย่างหนักตั้งแต่สมัยสงครามเวียดนาม แต่ก็ยังคงความวิจิตรงดงามไว้ให้ดูกันอยู่หลายจุด
ทีเดียว โดยเฉพาะรูกระสุนของชาวอเมริกัน ซึ่งพี่ไกด์ก็บรรยายเน้นย้ำเหลือเกิน แถมยังพาไปดูกันชัดๆทั้ง
รอยกระสุนและปลอกระเบิดที่พี่กันทิ้งลงมาจนทำลายโบราณสถานไปเยอะเหมือนกัน ตอกย้ำกันแบบไม่
เกรงใจลูกทัวร์ผมทองผมแดงกันเลย
และอีกหนึ่งประติมากรรมของหมีเซิน ที่ดูยังไงก็ดูคล้ายกับสัญลักษณ์ของเครื่องดืมยี่ห้อดังในเมืองไทย
ไม่รู้ว่าแรงบันดาลใจของเครื่องดื่มนี้มาจากที่นี่หรือเปล่าใครรู้ช่วยตอบด้วยแล้วกัน
จริงๆพื้นที่ของโบราณสถานแห่งนี้กว้างขวางเหลือเกิน แต่เพราะอากาศที่ร้อนระอุเหลือเกิน เราเดินดูกันไม่
กี่จุดที่เป็นจุดหลักๆ ก็ต้องขอยอมแพ้เดินย้อนกลับสู่จุดขึ้นรถแบบที่ไกด์ไม่ต้องรอ แต่เราต้องนั่งรอพี่ไกด์
แทน ที่นี่ฉันไม่ต้องเมื่อยมือฟุดฟิดฟอไฟเพราะมีเพื่อนร่วมทางเป็นพี่หนุ่มไทยทั้งสอง สบายใจไปอีกวัน แต่
ก็ยังอุตส่าห์มีชายไม่หนุ่มจากออสเตรเลียมาคุยด้วยเสียยืดยาว ไม่เอ่ยถึงพี่แก่แกไม่ได้เพราะเหมือนพรหม
ลิขิตที่เราได้เจอกันอีกครั้งที่ฮาลองเบย์ โลกนี้มันคงกลมเสียจริงๆ
เราจบวันกับพี่ไกด์ที่ท่าเรือเพื่อที่จะล่องกลับฮอยอัน แต่น้ำวันนี้สีเข้มเป็นชาเย็นทีเดียว แต่ที่ซึ้งสุดๆคง
ไม่ใช่สีแม่น้ำ แต่กลับเป็นอาหารเที่ยงของเราเพราะมันเป็นข้าวผัดมังสวิรัติกะกล้วยหนึ่งลูกจริงๆ อดคิด
ถึงทัวร์เมืองไทยไม่ได้ ไม่รู้ว่าอาหารของทัวร์บ้านเราเป็นแบบนี้หรือเปล่า ไม่เคยเที่ยวทัวร์หนึ่งวันกับ
ทัวร์ในเมืองไทยจริงๆเลยไม่รู้
กลับถึงห้องพักริสะกำลังพยายามยัดเจ้าโคมไฟสีสวยลงไปในกระเป๋าของเธอ เหลืออีกสองเมืองที่เธอต้อง
เดินทางตามจุดหมายสู่ไซง่อนแต่ที่ว่างในกระเป๋าเหลือน้อยเต็มที เราจากกันด้วยมิตรภาพในเย็นวันหนึ่ง
เมื่อเราทั้งสองต่างก็มีวิถีของตนเอง
อีกหนึ่งคืนที่ฮอยอันของฉันจบเร็วกว่าที่คาด บรรยากาศแบบนี้การเดินคนเดียวเป็นอันตราย
กับหัวใจจริงๆ
edit @ 7 Aug 2009 10:31:17 by บินสูง
"บรรยากาศแบบนี้เดินคนเดียวเป็นอันตรายกับหัวใจ" คำนี้โดนค่ะ จริงๆด้วยล่ะ อาจทำให้เหงาได้ งั้นต้องไปเดิน สองต่อสอง กะ คนรู้ใจ อันนี้คงไม่เป็นอันตราย แต่จะเพิ่มความรักเนาะ อิอิ
#1 By Pat on 2009-08-06 10:25